ROAS คืออะไร? วิธีคำนวณและใช้ ROAS วัดผลโฆษณาให้ได้กำไรจริง ปี 2026
Updated: Aug 24

ถ้าคุณเคยยิงแอด Facebook, Google หรือ TikTok แล้วรู้สึกว่าเสียเงินไปแต่ไม่รู้ว่าได้กลับมาเท่าไหร่ ROAS คือตัวเลขที่จะตอบคำถามนั้น และถ้าคุณยังไม่เคยดู ROAS ก่อนปรับงบโฆษณา นั่นอาจเป็นเหตุผลที่กำไรหายไปโดยที่คุณไม่รู้สาเหตุ
ROAS คืออะไร?
ROAS คืออะไร ROAS ย่อมาจาก Return On Ad Spend หรือในภาษาไทยคือ ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา เป็นตัวชี้วัดที่บอกว่าทุก 1 บาทที่คุณใช้ไปกับโฆษณา คุณได้รายได้กลับมาเท่าไหร่
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติว่าคุณยิงแอด Facebook ไป 10,000 บาท แล้วได้ยอดขายกลับมา 40,000 บาท ROAS ของคุณคือ 4 หรืออาจเขียนเป็น 4x หรือ 400% ซึ่งหมายความว่าทุก 1 บาทที่ลงทุนไปกับโฆษณา คุณได้ 4 บาทกลับมา
ROAS ต่างจาก ROI (Return on Investment) ตรงที่ ROI วัดกำไรสุทธิทั้งหมดรวมต้นทุนสินค้า ต้นทุนดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ขณะที่ ROAS วัดเฉพาะผลตอบแทนเทียบกับค่าโฆษณาอย่างเดียว ทำให้ ROAS เป็นตัวเลขที่ดูง่ายกว่าและเหมาะกับการประเมินประสิทธิภาพโฆษณาแต่ละตัว
สูตรคำนวณ ROAS
สูตร ROAS คือ: รายได้จากโฆษณา หารด้วย ค่าใช้จ่ายโฆษณา
ตัวอย่างที่ 1: ยิงแอด Google 5,000 บาท ได้ยอดขาย 25,000 บาท ROAS = 25,000 / 5,000 = 5x ทุกบาทที่จ่ายโฆษณาได้กลับมา 5 บาท
ตัวอย่างที่ 2: ยิงแอด TikTok 8,000 บาท ได้ยอดขาย 20,000 บาท ROAS = 20,000 / 8,000 = 2.5x ทุกบาทได้กลับมา 2.5 บาท
ตัวอย่างที่ 3: ยิงแอด Facebook 15,000 บาท ได้ยอดขาย 60,000 บาท ROAS = 60,000 / 15,000 = 4x ทุกบาทได้กลับมา 4 บาท
ดูจากตัวอย่างข้างบน แคมเปญแรกมี ROAS สูงที่สุดที่ 5x แต่ยังต้องดูต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่นด้วยเพื่อให้รู้ว่ากำไรจริงหรือไม่ ROAS ที่สูงไม่ได้แปลว่ากำไรเสมอไป ถ้า Margin ต่ำ ROAS 5x อาจยังขาดทุนได้
ROAS ที่ดีควรเป็นเท่าไหร่?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับ Gross Margin ของแต่ละธุรกิจ แต่มีแนวทางที่ใช้กันทั่วไปดังนี้
ROAS ที่ Break Even คือจุดที่คุณยังไม่ขาดทุนแต่ก็ไม่กำไร โดยคำนวณจาก 1 หารด้วย Gross Margin ตัวอย่างเช่น ถ้า Gross Margin คุณอยู่ที่ 30% Break Even ROAS = 1 / 0.3 ประมาณ 3.3x ซึ่งหมายความว่า ROAS ต้องสูงกว่า 3.3x ถึงจะเริ่มได้กำไร
สำหรับธุรกิจ e-commerce ทั่วไปที่ Margin อยู่ในช่วง 20-40% ROAS ที่ดีมักอยู่ที่ 3x ถึง 5x สำหรับธุรกิจบริการหรือซอฟต์แวร์ที่ Margin สูง 60-80% ROAS 2x ก็อาจเป็นกำไรได้มาก แต่สำหรับธุรกิจที่ Margin ต่ำมากหรือแข่งด้านราคา อาจต้องการ ROAS 8x ขึ้นไปถึงจะกำไร
ROAS แต่ละแพลตฟอร์มแตกต่างกันอย่างไร?
Facebook Ads และ Meta Ads เป็นแพลตฟอร์มที่วัด ROAS ค่อนข้างง่ายผ่าน Facebook Pixel ตัวเลข Purchase ROAS ใน Meta Ads Manager จะบอกตรง ๆ ว่าได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ต่อเงินที่ใช้ไป อย่างไรก็ตาม Apple iOS Privacy Update ทำให้การติดตาม Conversion บางส่วนอ่านไม่ครบ ค่า ROAS จริงอาจสูงกว่าที่รายงานแสดง 10-30%
Google Ads มีระบบ Conversion Tracking ที่ละเอียดมาก สามารถวัด ROAS แบบ Last Click Attribution หรือ Data-driven Attribution ก็ได้ Performance Max Campaign ยังช่วย Optimize อัตโนมัติเพื่อให้ได้ Target ROAS ที่ตั้งไว้ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจที่มีข้อมูล Conversion เพียงพอ
TikTok Ads มีระบบ TikTok Pixel สำหรับวัด Purchase ROAS เช่นกัน แต่เนื่องจาก TikTok มีพฤติกรรมผู้ใช้ที่ต่างออกไป คนอาจเห็นโฆษณาบน TikTok แล้วไปค้นหาซื้อที่อื่นในภายหลัง ทำให้ ROAS ที่แสดงใน
TikTok Ads Manager อาจต่ำกว่าผลจริง แนะนำให้ใช้ควบคู่กับการดูยอดขายจากช่องทางอื่นประกอบด้วย
Shopee Ads และ Lazada Ads มีระบบวัด ROAS ในตัวอยู่แล้ว ทำให้เจ้าของร้านค้า e-commerce ติดตามผลได้ง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะ Shopee ที่มี Dashboard แสดง ROAS แบบเรียลไทม์ให้ดูได้เลย
ทำไม ROAS ถึงสำคัญมากขึ้นในปี 2026?
ในปี 2026 ค่าโฆษณาดิจิทัลแพงขึ้นเรื่อย ๆ Meta รายงานว่า CPM (ต้นทุนต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12% ขณะที่งบโฆษณาของ SME ส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน เหตุนี้ทำให้การรู้ว่าโฆษณาตัวไหนคุ้มค่าและตัวไหนเปลืองเงินเปล่ายิ่งสำคัญขึ้นกว่าเดิม
ถ้าคุณไม่ดู ROAS คุณอาจเจอสถานการณ์เหล่านี้โดยไม่รู้ตัว เช่น ยิงแอดที่ได้ ROAS แค่ 1.5x แล้วไม่รู้ว่ากำลังขาดทุนอยู่ หรือปิดแคมเปญที่จริง ๆ มี ROAS 6x เพียงเพราะ Reach ดูต่ำ หรือทุ่มงบกับช่องทางที่ ROAS ต่ำโดยที่ควรย้ายงบไปช่องทางที่ให้ผลดีกว่า ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่แก้ได้ถ้ารู้จักใช้ ROAS เป็นตัวนำ
วิธีปรับ ROAS ให้สูงขึ้น
ถ้า ROAS ของคุณต่ำกว่าเป้าหมาย มีหลายวิธีที่ใช้ได้จริง เริ่มจากโฆษณาตัวเอง หรือ Creative ซึ่งมีผลต่อ ROAS มากที่สุด Creative ที่น่าสนใจ ตรงกลุ่ม และมี Hook ที่ดีในช่วง 3 วินาทีแรกจะทำให้ CTR สูงขึ้น
ต้นทุนต่อ Click ถูกลง และ Conversion Rate ดีขึ้น ผลคือ ROAS พุ่งสูงโดยที่งบไม่ได้เพิ่ม
ปรับ Landing Page ให้ดีขึ้น เพราะแม้โฆษณาดีแค่ไหนถ้าหน้าปลายทางน่าเชื่อถือต่ำหรือหาปุ่มซื้อไม่เจอก็จะทำให้ ROAS ตก เลือก Audience ให้แม่นยำขึ้น การยิงหาคนที่ใช่มักดีกว่าการยิงหาคนเยอะ ๆ โดยเฉพาะ
บน Meta ที่ Audience ยิ่งเล็กแต่ตรงยิ่งให้ ROAS สูงกว่าในหลายกรณี ทำ Retargeting ซึ่งมักให้ ROAS สูงกว่า Prospecting มาก เพราะยิงหาคนที่เคยสนใจสินค้าแล้วและมีโอกาส Convert สูงกว่า และปรับ
Bidding Strategy ใน Google Ads การตั้ง Target ROAS Bid Strategy ช่วยให้ระบบ Optimize หาคนที่ Convert ได้ในราคาที่คุณกำหนด แต่ต้องมีข้อมูล Conversion อย่างน้อย 30-50 รายการต่อเดือนก่อนเปิด
Eruption Digital ช่วยเพิ่ม ROAS ให้คุณได้อย่างไร
ทีมงาน Eruption Digital ดูแลโฆษณาให้ธุรกิจมาหลายปี และสิ่งที่เราทำทุกครั้งคือเริ่มจากการวาง Tracking ให้ถูกก่อน เพราะถ้าวัด ROAS ไม่ได้ เราก็ไม่รู้จะปรับตรงไหน เราดูแลตั้งแต่ติดตั้ง
Facebook Pixel, Conversion API, Google Tag Manager ให้ถูกต้อง ออกแบบ Creative ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย และวิเคราะห์ ROAS รายแคมเปญ รายชุดโฆษณา และรายโฆษณา
จากนั้นเราปรับงบไปหาตัวที่ได้ผลดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขแล้วรายงานให้ฟัง แต่คือลงมือปรับให้เห็นผลจริง ถ้าคุณรู้สึกว่ายิงแอดอยู่แต่ไม่แน่ใจว่าได้กำไรจริง ลองปรึกษาทีมเราฟรีได้เลย ไม่มีข้อผูกมัด
สรุป: ROAS คือเข็มทิศของโฆษณาคุณ
ROAS คือตัวเลขที่บอกว่าโฆษณาคุณคุ้มค่าหรือไม่ สูตรคือรายได้จากโฆษณาหารด้วยค่าใช้จ่ายโฆษณา ROAS ที่ดีขึ้นอยู่กับ Margin ของธุรกิจคุณ ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกันสำหรับทุกธุรกิจ และการจะปรับ ROAS ให้ดี
ขึ้นต้องดูทั้ง Creative, Audience, Landing Page และ Bidding Strategy ไปพร้อมกัน
ถ้าคุณยังไม่ได้ดู ROAS ของโฆษณาตัวเองวันนี้ ลองเปิดดูเลย แล้วคุณอาจพบว่ามีแคมเปญที่ควรปิดทันทีหรือควรเพิ่มงบเพิ่มรอคุณอยู่แล้ว




Comments