top of page

การตลาดครึ่งปีหลัง 2569 แบรนด์ควรไปในทิศทางไหน?

Writer: Peeranat Phomee
Peeranat Phomee
Jul 25
2 min read

Updated: Aug 24

รับทำการตลาดออนไลน์

ครึ่งปีหลัง คือช่วงที่ "ทำการตลาดแบบเดิม" อาจไม่พออีกต่อไป

ถ้าคุณเป็นเจ้าของแบรนด์หรือธุรกิจ SME ที่กำลังวางแผนช่วงครึ่งปีหลัง เราอยากบอกตรง ๆ ว่าปีนี้ไม่เหมือนปีก่อน ๆ เพราะมีสามแรงกดดันมาบรรจบกันพร้อมกัน — เศรษฐกิจที่โตช้าและกำลังซื้อระวังตัว, AI ที่กำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้บริโภคค้นหาและตัดสินใจซื้อ, และงบโฆษณาดิจิทัลที่หดตัวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์


บทความนี้จะสรุปข้อมูลล่าสุดและแปลงเป็นแผนเตรียมพร้อมแบบคร่าว ๆ ที่ธุรกิจขนาดกลางและเล็กเอาไปปรับใช้ได้จริง เพื่อให้การลงทุนกับ รับทำการตลาดออนไลน์ ในช่วงที่เหลือของปีสร้างผลลัพธ์ได้สูงสุด ไม่ใช่แค่ประคองตัวไปวัน ๆ


1. เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2569: โตช้า หนี้สูง กำลังซื้อระวังตัว

ภาพเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่ในลักษณะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "K-shaped Recovery" คือธุรกิจใหญ่ที่เชื่อมกับการส่งออกและเทคโนโลยีไปได้ดี ขณะที่ครัวเรือนและ SME ถูกบีบจากหนี้และรายได้ที่ไม่โต

ตัวเลขที่ควรรู้ก่อนวางแผน:


  • GDP ปี 2569 คาดโตเพียงราว 1.5–2.0% ตามการประเมินของหลายสำนัก (สภาพัฒน์ให้กรอบ 1.5–2.5%, SCB EIC ปรับขึ้นเป็น 2.0%, ธนาคารแห่งประเทศไทยและ IMF ราว 1.6–1.7%) ซึ่งบางสำนักมองว่าอาจเป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบสามทศวรรษหากไม่นับช่วงวิกฤต

  • หนี้ครัวเรือนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 86.7% ของ GDP หรือราว 12.72 ล้านล้านบาท และรายได้ครัวเรือนไทยลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหกปี

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ม.หอการค้า) เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 50.7 ฟื้นเล็กน้อยจากจุดต่ำสุดในรอบสี่ปีเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่ยังสะท้อนความระมัดระวัง


สิ่งที่แบรนด์ต้องเข้าใจ: ผู้บริโภคไม่ได้แค่ "ใช้จ่ายน้อยลง" แต่กำลัง "จัดสรรใหม่" — ย้ายเงินจากของฟุ่มเฟือยไปที่สิ่งจำเป็น สุขภาพ และการศึกษา ดังนั้นการทำ รับทำการตลาดออนไลน์ ในช่วงนี้ต้องเน้นสื่อสาร "คุณค่า" ไม่ใช่แค่ "ส่วนลด" เพราะโปรโมชั่นที่ไม่ตอบโจทย์ความจำเป็นเริ่มได้ผลน้อยลง


2. งบโฆษณาการตลาดครึ่งปีหลังติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ปี แพลตฟอร์มไหนได้ไปต่อ


นี่คือสัญญาณที่สำคัญที่สุดสำหรับวงการ จากรายงานของ DAAT ร่วมกับ Kantar งบโฆษณาดิจิทัลไทยปี 2569 คาดว่าจะติดลบ 0.3% เหลือราว 32,145 ล้านบาท ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 14 ปีที่มีการเก็บข้อมูล


สาเหตุมาจากทั้งเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และที่น่าสนใจคือ "AI Disruption" — แบรนด์เริ่มโยกงบจากการซื้อสื่อไปลงทุนกับการผลิตคอนเทนต์แทน


ส่วนแบ่งแพลตฟอร์มที่แบรนด์ต้องรู้:

  • Meta (Facebook + Instagram) ยังครองอันดับ 1 ที่ส่วนแบ่งราว 26%

  • TikTok ขึ้นเป็นอันดับ 2 แซง YouTube ด้วยมูลค่าราว 6,600 ล้านบาท เป็นหัวใจของสินค้ากลุ่มความงามและ TikTok Shop

  • YouTube อยู่อันดับ 3 โดยงานสาย Online Video และ Creative Production ยังเติบโตสวนทางตลาด


และตัวเลขที่สะท้อนยุคสมัยชัดที่สุดคือ AI Tools กลายเป็นเครื่องมืออันดับ 1 ที่วงการโฆษณาใช้ (92%) แซงหน้า Social Listening และ Dashboard ทั้งหมด

สิ่งที่ SME ควรทำ: เมื่อตลาดหดตัว โอกาสตกเป็นของคนที่ใช้งบเป็น การมี เอเจนซี่โฆษณาออนไลน์ ที่รู้ว่าควรทุ่มช่องทางไหนและตัดช่องทางไหน จึงคุ้มค่ากว่าการหว่านงบเองแบบเดิม


3. AI เปลี่ยนเกม: จาก SEO สู่ AEO และโฆษณาอัตโนมัติ

นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุด และแบรนด์ที่ปรับตัวช้าจะเสียเปรียบหนักในครึ่งปีหลัง

การค้นหาแบบ "ไม่มีคลิก" กำลังมา

ข้อมูลระดับสากลระบุว่า การค้นหาบน Google กว่า 68% ในช่วงต้นปี 2026 จบลงโดยไม่มีการคลิกออกไปเว็บไซต์ใดเลย เพราะผู้ใช้ได้คำตอบจาก AI Overview บนหน้าค้นหาทันที และเมื่อมี AI Overview ปรากฏ อัตราการคลิกอันดับ 1 ลดลงถึงราว 58%

แม้ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลจากต่างประเทศ แต่ไทยเป็นตลาดที่ใช้ AI เติบโตเร็วมาก โดยข้อมูลระบุว่าไทยมีการเพิ่มขึ้นของการใช้ AI สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และคนไทยเขียนคำสั่ง (prompt) เป็นภาษาไทยถึง 87%


นัยสำคัญ: SEO แบบเดิมที่เน้น "ติดอันดับเพื่อให้คนคลิก" กำลังเปลี่ยนเป็น AEO/GEO คือการทำให้แบรนด์ถูก "อ้างอิงอยู่ในคำตอบของ AI" การทำ รับทำการตลาดออนไลน์ ยุคนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับหลักการ E-E-A-T, การใส่ Schema, และการเขียนคอนเทนต์แบบตอบคำถามชัด ๆ


โฆษณาอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ทั้ง Google Performance Max, Meta Advantage+ และ TikTok Smart+ ล้วนให้ AI จัดการครีเอทีฟ กลุ่มเป้าหมาย และการบิดให้เอง ผู้ที่ได้เปรียบคือคนที่ป้อนข้อมูล First-party ที่ดีและครีเอทีฟที่มีคุณภาพเข้าไป ดังนั้นการเลือก บริษัทโฆษณาออนไลน์ ที่เข้าใจวิธีป้อนข้อมูลให้ AI ทำงานได้ดี จึงสำคัญกว่าการรู้แค่วิธีตั้งค่า


4. ผู้บริโภคไทยยุค Smart Spending ขายของยังไงให้คนที่ระวังการใช้เงิน

พฤติกรรมผู้บริโภคไทยครึ่งปีหลังนี้สรุปได้ในคำเดียวคือ Smart Spending ใช้เงินอย่างมีข้อมูล ไม่ใช่ประหยัดแบบตัดทุกอย่าง

ข้อมูลจาก Visa ชี้ว่าคนไทยจัดสรรเงินไปที่ การศึกษา (+15%), สุขภาพ (+8%) และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน (+5%) ขณะที่ลดของฟุ่มเฟือย และนักวิเคราะห์หลายสำนักยืนยันว่าคนไทยกำลัง "นิยามคุณค่าใหม่" มองหาความคุ้มค่าเชิงคุณภาพมากกว่าราคาถูกที่สุด

จุดแข็งของตลาดไทยที่แบรนด์ต้องใช้ให้เป็น:

  • คนไทยซื้อของผ่าน Social Commerce สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และเคยใช้ Live Commerce มากเป็นอันดับสองรองจากอินเดีย ช่องทางวิดีโอสั้นและการไลฟ์ขายจึงเป็นเครื่องยนต์การเติบโตแม้เศรษฐกิจไม่ดี

  • LINE OA มีอัตราการเปิดอ่านราว 60–80% สูงกว่าอีเมลหลายเท่า เป็นช่องทางปิดการขายและรักษาลูกค้าที่ทรงพลังที่สุดในไทย

  • มหกรรมเลขเบิ้ล (9.9, 11.11, 12.12) ในไตรมาสสุดท้ายคือช่วงที่ยอดขายพุ่งสูงสุดของปี ต้องวางแผนกระแสเงินสดและสต๊อกล่วงหน้า

การทำ รับทำการตลาดออนไลน์ ที่ดีในช่วงนี้จึงต้องเน้นทั้งการ เพิ่มยอดขายออนไลน์ ผ่านช่องทางที่คนไทยซื้อจริง และการรักษาลูกค้าเก่าไว้ให้ดี


5. มาร์เก็ตเพลสไทยหน้าใหม่: โอกาสต้นทุนต่ำของ SME

อีกโอกาสที่ SME ไม่ควรมองข้ามในครึ่งปีหลังคือมาร์เก็ตเพลสสัญชาติไทยที่เพิ่งเกิดใหม่

  • Thaimart (เปิด 7 ก.ค. 2569) เก็บค่า GP 0% ในปีแรก เป็นช่องทางทดลองต้นทุนต่ำที่สุดในตลาด

  • Amaze (เครือ CP) ที่รวมระบบสะสมพอยท์กับอีคอมเมิร์ซ และกำลังพัฒนาไปสู่ Retail Media ที่มีข้อมูลผู้บริโภคไทยเชิงลึก

การจับจองพื้นที่บนแพลตฟอร์มเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงต้นทุนต่ำ คือการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำแต่โอกาสสูง


แผนเตรียมพร้อมสำหรับ SME: งบจำกัด ทำอะไรก่อนให้คุ้มที่สุด

จากภาพทั้งหมด นี่คือแผนคร่าว ๆ แบ่งเป็น 3 ช่วงสำหรับช่วงที่เหลือของปี

ช่วงที่ 1 (ก.ค.–ส.ค.): สร้างรากฐานที่แข็งแรง

  • เก็บข้อมูล First-party ทันที ผ่าน LINE OA และอีเมล เพราะเป็นทั้งเกราะป้องกันต้นทุนโฆษณาที่แพงขึ้น และเป็นเชื้อเพลิงให้ระบบ AI ทำงานได้ดี

  • ปรับเว็บและบล็อกให้พร้อมสำหรับ AI ด้วยหลัก E-E-A-T และ Schema เพื่อให้แบรนด์ถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI แม้คนจะคลิกน้อยลง

ช่วงที่ 2 (ส.ค.–ต.ค.): ทำกำไรจากจุดแข็งของไทย

  • โยกงบครีเอทีฟไปที่วิดีโอสั้นและ Live Commerce ทั้ง TikTok Shop, Shopee Live และ Facebook

  • ใช้ Micro/Nano Influencer จำนวนมากแทนดาราคนเดียว วัดผลที่ Engagement และยอดขายจริง

  • ทดลองมาร์เก็ตเพลสไทยต้นทุนต่ำ เป็นหน้าร้านที่สอง

ช่วงที่ 3 (พ.ย.–ธ.ค.): ทุ่มช่วงพีค

  • โฟกัสงบไปที่ 11.11 และ 12.12 แต่สื่อสารด้วยมุม "คุณค่า/ความจำเป็น" ไม่ใช่ส่วนลดล้วน ๆ

  • กระตุ้นลูกค้าเก่าผ่าน LINE OA ก่อนใช้งบหาลูกค้าใหม่ เพราะต้นทุนถูกกว่าและปิดง่ายกว่า


ลำดับความสำคัญของงบ สำหรับ SME คือ: รากฐาน Organic (SEO/AEO) → การรักษาลูกค้า (LINE/อีเมล) → วิดีโอสั้นและ Live → Influencer เล็ก → จึงค่อยเสริมด้วยโฆษณาที่ป้อนข้อมูลให้ AI


สรุป: ครึ่งปีหลัง 2569 คือปีของคนที่ปรับตัวเร็ว

ครึ่งปีหลังนี้ไม่ใช่ช่วงที่ยากที่สุด แต่เป็นช่วงที่ "ต่างที่สุด" จากที่เคยเป็นมา แบรนด์ที่ยังทำการตลาดแบบเดิม หว่านงบทุกช่องทาง เน้นส่วนลด และพึ่งการคลิกจาก Google จะเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ


ส่วนแบรนด์ที่ปรับตัวเร็ว คือคนที่เข้าใจว่าเศรษฐกิจแบบนี้ต้องเน้นคุณค่าและการรักษาลูกค้า, AI เปลี่ยนวิธีที่คนค้นหา, และจุดแข็งของไทยอยู่ที่ Social กับ Live Commerce คนกลุ่มนี้จะเติบโตได้แม้ตลาดหดตัว


ให้ Eruption Digital ช่วยวางแผนครึ่งปีหลังให้ธุรกิจคุณ

การตามอ่านข้อมูลเศรษฐกิจ ปรับกลยุทธ์ตามเทรนด์ AI ทดสอบแพลตฟอร์มใหม่ และจัดสรรงบให้คุ้มในภาวะที่ตลาดหดตัว คือภาระหนักที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรแบกคนเดียว

ที่ Eruption Digital เราคือทีม รับทำการตลาดออนไลน์ ที่ติดตามทุกความเปลี่ยนแปลงเป็นงานประจำ


ครอบคลุมทั้งการ รับทำโฆษณา google, ยิงแอด Meta และ TikTok, Content, Influencer Marketing และ E-Commerce Ads ทุกช่องทาง เราไม่ได้แค่ยิงแอด แต่วางแผนให้ทุกบาทสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้


ทั้งยอดขายและ Lead คุณภาพ เพื่อ เพิ่มยอดขายออนไลน์ ให้ธุรกิจคุณอย่างเป็นระบบ

ด้วยประสบการณ์กว่า 8 ปีและมากกว่า 300 โปรเจกต์ และหลักการที่ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของข้อมูล 100% เราคือ เอเจนซี่โฆษณาออนไลน์ ที่พร้อมช่วยคุณผ่านครึ่งปีหลังนี้ไปได้อย่างมั่นคง


แพ็กเกจเริ่มต้นเพียง 9,333 บาทต่อเดือน

📞 ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ให้เราช่วยวางแผนการตลาดครึ่งปีหลังให้คุณ LINE: @eruptiondgt | โทร: 062-515-9877 | eruption-digital.com


Comments

Rated 0 out of 5 stars.
No ratings yet

Add a rating
bottom of page