top of page

งบจำกัด ควรแบ่งงบยิงแอดยังไงให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ? คู่มือแบ่งงบ 3 เฟส ฉบับ SME ปี 2026

Writer: Peeranat Phomee
Peeranat Phomee
Jul 24
4 min read
งบยิงแอดน้อย

เราเข้าใจ ว่างบยิงแอดที่คุณมี มันไม่ได้เยอะเหมือนแบรนด์ใหญ่

ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้าน เจ้าของแบรนด์เล็ก ๆ หรือ SME ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ เราเดาว่าคุณน่าจะเคยเจอสถานการณ์แบบนี้

คุณมีงบโฆษณาอยู่ก้อนหนึ่ง อาจจะ 10,000 บาท 20,000 บาท หรือ 30,000 บาทต่อเดือน มันไม่ใช่เงินน้อย ๆ สำหรับธุรกิจของคุณ แต่พอเอาไปกดยิงแอดจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันหายไปเร็วมาก ยิง Facebook ก็แล้ว ลอง TikTok ก็แล้ว แถม Google อีกนิดหน่อย สุดท้ายเดือนนั้นได้ยอดมาบ้าง แต่ตอบไม่ได้ว่าตัวไหนคือตัวที่ทำให้ได้ยอด แล้วเดือนถัดไปก็เริ่มใหม่ ด้วยความรู้สึกเดิม


เราอยากบอกตรง ๆ ว่า ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่งบน้อยเกินไป แต่อยู่ที่การใช้งบแบบไม่มีลำดับ ธุรกิจที่มีงบ 15,000 บาทแต่ใช้อย่างมีแผน มักได้ผลลัพธ์ดีกว่าธุรกิจที่มีงบ 50,000 บาทแล้วหว่านไปทุกช่องทางพร้อมกัน เพราะการตลาดออนไลน์ยุคนี้ อัลกอริทึมมันต้องการ "ข้อมูลที่ชัดเจน" มากกว่า "เงินที่เยอะ"

บทความนี้จะพาคุณดูว่า ถ้ามีงบจำกัด ควรแบ่งงบยิงแอดยังไง โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาที่ชัดเจน พร้อมสัดส่วนตัวเลขให้เอาไปใช้ได้จริง


ก่อนจะแบ่งงบ ต้องรู้ก่อนว่า "ลูกค้าคุณอยู่ตรงไหน"

นี่คือขั้นที่คนข้ามกันเยอะที่สุด และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้งบละลาย

การแบ่งงบไม่ใช่การหยิบเครื่องคิดเลขมาหาร 3 เท่า ๆ กันระหว่าง Facebook, TikTok, Google แต่คือการตอบคำถามว่า ลูกค้าของคุณใช้เวลาอยู่ที่ไหน และตัดสินใจซื้อด้วยพฤติกรรมแบบไหน เพราะสองสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเงินก้อนแรกของคุณควรลงตรงไหน


ภาพรวมพฤติกรรมคนไทยที่ควรรู้

ข้อมูลจาก DataReportal (Digital 2026: Thailand) ชี้ให้เห็นภาพที่น่าสนใจมาก

  • คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว 67.8 ล้านคน หรือราว 94.7% ของประชากร

  • มีบัญชีโซเชียลมีเดียรวม 56.6 ล้านบัญชี (79.1%)

  • และที่สำคัญที่สุดคือ คนไทยหนึ่งคน ใช้แพลตฟอร์มเฉลี่ย 7.3 แพลตฟอร์มต่อเดือน

ตัวเลขสุดท้ายคือหัวใจ — ลูกค้าคนเดียวกันอยู่บนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน แต่ "พฤติกรรมของเขาในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน"

ถ้าดูขนาดของแต่ละช่องทางในไทย จะเห็นว่า LINE เข้าถึงได้ราว 56 ล้านบัญชี, Facebook ราว 51 ล้าน, YouTube ราว 47.6 ล้าน และ TikTok เติบโตแรงมากจนงบโฆษณาบน TikTok ในไทยโตขึ้นถึง 63% แซง YouTube ขึ้นเป็นอันดับ 2 ของตลาด ตามรายงานของ DAAT

แต่จุดที่เราอยากให้คุณจำไว้จริง ๆ คือข้อมูลจาก GWI ที่ระบุว่า ไม่มีช่องทางไหนเลยที่ทำให้คนรู้จักแบรนด์ได้เกิน 1 ใน 3 โดย Search engine อยู่ที่ราว 32.8% และโฆษณาบนโซเชียลอยู่ที่ราว 29.7% ผู้บริโภคหนึ่งคนใช้แหล่งข้อมูลเฉลี่ย 5.8 แหล่งก่อนตัดสินใจ

แปลเป็นภาษาคนทำธุรกิจ: การทุ่มทุกบาทลงช่องทางเดียวคือความเสี่ยง แต่การหว่านทุกช่องทางพร้อมกันตั้งแต่เดือนแรกคือการฆ่าตัวตายทางงบประมาณ


แยกให้ออก ระหว่างช่องทาง "สร้างดีมานด์" กับ "เก็บดีมานด์"

วิธีคิดที่ง่ายที่สุดสำหรับ SME คือแบ่งช่องทางเป็นสองประเภท


ช่องทางเชิงรุก (สร้างความต้องการ) — Facebook, Instagram, TikTok คือช่องทางที่คุณเอาสินค้าไปวางต่อหน้าคนที่ยังไม่ได้คิดจะซื้อ เหมาะกับสินค้าที่เห็นแล้วอยากได้ทันที ตัดสินใจไม่นาน ราคาไม่สูงมาก หรือสินค้าที่เล่าเรื่องด้วยภาพและวิดีโอได้ดี


ช่องทางเชิงรับ (เก็บความต้องการ) — Google Search คือช่องทางที่คุณไปยืนรอคนที่ "กำลังหาอยู่แล้ว" เหมาะกับธุรกิจบริการ ธุรกิจที่ราคาสูง ต้องเปรียบเทียบ หรือธุรกิจที่ลูกค้ามีปัญหาชัดเจนแล้วค้นหาทางแก้ เช่น ช่างซ่อม รับเหมา คลินิก ที่ปรึกษา


และช่องทางปิดการขาย — LINE OA คือด่านสุดท้ายที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด ข้อมูลในวงการระบุว่าอัตราการเปิดอ่านข้อความบน LINE OA สูงถึงราว 94.6% ซึ่งสูงกว่าอีเมลหลายเท่า ถ้าคุณยิงแอดแล้วไม่มีปลายทางรองรับที่ดี เงินที่จ่ายไปเพื่อให้คนทักก็เสียเปล่า

ถ้าคุณเป็นร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องสำอาง — น้ำหนักควรไปทางเชิงรุก ถ้าคุณเป็นผู้รับเหมา โรงงาน คลินิก บริการ B2B — น้ำหนักควรไปทางเชิงรับ

นี่คือคำตอบของคำถามว่าจะแบ่งงบยังไง มันเริ่มจากตรงนี้ ไม่ใช่จากตัวเลข


ทำไมงบจำกัดยิ่งต้องมีแผน: ต้นทุนโฆษณาไม่ได้ถูกลงเลย

อีกเรื่องที่ต้องพูดกันตรง ๆ คือ ค่าโฆษณาแพงขึ้นทุกปี

  • ข้อมูลจาก WordStream ระบุว่า CPC ของ Google Ads เพิ่มขึ้นใน 87% ของอุตสาหกรรม เฉลี่ยราว 12.88% เมื่อเทียบปีต่อปี

  • ฝั่ง Meta ข้อมูลจาก Triple Whale พบว่าต้นทุนการเข้าถึง (CPM) เพิ่มขึ้นในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ราว 8% ไปจนถึง 38%

ขณะเดียวกัน DAAT รายงานว่าเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลไทยปี 2568 อยู่ที่ราว 33,100 ล้านบาท และมีการคาดการณ์ว่าปี 2569 ตลาดอาจติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ปี

หมายความว่า คู่แข่งของคุณอาจใช้งบน้อยลง แต่ต้นทุนต่อการเข้าถึงกลับสูงขึ้น — โอกาสจึงตกเป็นของคนที่ใช้งบเป็น ไม่ใช่คนที่ใช้งบเยอะ

แล้วควรตั้งงบเท่าไหร่ถึงจะพอ

เกณฑ์ที่ใช้กันในตลาดไทยคือ ธุรกิจขนาดเล็กควรกันงบการตลาดไว้ราว 5–10% ของยอดขาย (ธุรกิจขนาดกลางราว 10–20%) ซึ่งใกล้เคียงกับข้อมูลระดับสากลอย่าง Gartner ที่พบว่างบการตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ราว 7.7% ของรายได้

ถ้าร้านคุณมียอดขาย 300,000 บาทต่อเดือน งบการตลาดที่เหมาะสมคือประมาณ 15,000–30,000 บาท ซึ่งจะรวมทั้งค่าโฆษณา ค่าคอนเทนต์ และค่าบริหารจัดการ


แบ่งงบเป็น 3 เฟส: Testing → Optimizing → Scaling

ทีนี้มาถึงส่วนที่คุณรออยู่ เราจะแบ่งการใช้งบออกเป็น 3 ช่วงเวลา ช่วงละประมาณ 1 เดือน

หมายเหตุสำคัญ: สัดส่วนทั้งหมดต่อจากนี้เป็น "กรอบตั้งต้น" ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ราคาสินค้า วงจรการตัดสินใจซื้อ และความพร้อมของคอนเทนต์ ธุรกิจ B2B ที่ราคาสูงอาจต้องใช้เวลา Testing นานกว่า 1 เดือน ขณะที่ร้านค้าปลีกที่ราคาไม่สูงอาจเห็นสัญญาณได้ภายใน 2 สัปดาห์ อย่ายึดตัวเลขนี้เป็นสูตรตายตัว ให้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นแล้วปรับตามข้อมูลจริงของคุณ

เฟสที่ 1 — Testing (เดือนที่ 1): ซื้อ "ข้อมูล" ไม่ใช่ซื้อ "ยอด"

เดือนแรกคือเดือนที่คุณต้องเปลี่ยนความคาดหวังก่อน

เป้าหมายของเดือนนี้ไม่ใช่กำไร แต่คือการรู้ว่า "ใครคือลูกค้าจริง คอนเทนต์แบบไหนที่เขาหยุดดู และช่องทางไหนให้ต้นทุนต่อผลลัพธ์ถูกที่สุด"

ถ้าคุณคิดว่าเดือนแรกต้องคืนทุน คุณจะตัดสินใจผิดเกือบทุกครั้ง เพราะคุณจะปิดแคมเปญเร็วเกินไปก่อนที่ระบบจะเรียนรู้เสร็จ

สัดส่วนงบที่แนะนำในเฟส Testing

สัดส่วน

ใช้ทำอะไร

60%

ช่องทางหลัก (ช่องทางที่ลูกค้าคุณอยู่มากที่สุดตามที่วิเคราะห์ไว้ข้างต้น)

30%

ช่องทางรอง 1 ช่องทาง เพื่อเปรียบเทียบต้นทุน

10%

Remarketing + ตั้งค่าระบบวัดผล (Pixel, Conversion Tracking, GTM)

หลักการที่ต้องยึดในเดือนนี้

1. เลือกแค่ 2 ช่องทาง อย่าเปิด 4 ช่องทางพร้อมกัน งบ 15,000 บาทหารเป็น 4 ช่องทางเท่ากับช่องทางละ 3,750 บาท หรือวันละ 125 บาท ซึ่งน้อยเกินกว่าที่อัลกอริทึมจะเรียนรู้อะไรได้เลย ผลที่ได้คือข้อมูลกำกวมทั้ง 4 ช่องทาง


2. ทดสอบครีเอทีฟแค่ 2–3 ชิ้น ไม่ใช่ 10 ชิ้น แนวปฏิบัติที่ยอมรับกันในวงการคือ "ทดสอบ 3 ชิ้นด้วยงบชิ้นละมาก ดีกว่าทดสอบ 10 ชิ้นด้วยงบชิ้นละนิด" เพราะถ้าคุณโยนโฆษณา 10 ตัวเข้าไปในชุดเดียว ระบบจะเลือกตัวโปรด 1–2 ตัวตั้งแต่ 24–48 ชั่วโมงแรก แล้วตัวที่เหลือแทบไม่ได้แสดงเลย คุณจะไม่มีวันรู้ว่าตัวที่ถูกทิ้งนั้นดีจริงหรือไม่


3. ห้ามแตะแคมเปญอย่างน้อย 7 วันแรก ข้อนี้สำคัญมากและเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทำผิดบ่อยที่สุด แนวทางของ Meta ระบุว่าชุดโฆษณาต้องได้ผลลัพธ์ประมาณ 50 เหตุการณ์ภายใน 7 วัน จึงจะออกจาก Learning Phase และการเปลี่ยนงบเกิน 20% หรือแก้กลุ่มเป้าหมายจะรีเซ็ตการเรียนรู้กลับไปเริ่มใหม่ทั้งหมด

ทำไมถึงสำคัญ? เพราะข้อมูลจากฝั่ง Meta เองชี้ว่า ชุดโฆษณาที่ออกจาก Learning Phase ได้สำเร็จ มีต้นทุนต่อผลลัพธ์ ต่ำกว่าราว 19% เทียบกับชุดที่ติดอยู่ในสถานะ Learning Limited

แปลว่าทุกครั้งที่คุณ "เข้าไปปรับเพราะใจร้อน" คุณกำลังจ่ายแพงขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว


4. ถ้ายอดขายยังน้อย ให้เปลี่ยนเป้าหมายการวัดผล ถ้าสินค้าคุณราคาสูงและไม่ได้ 50 การซื้อต่อสัปดาห์แน่นอน ให้เปลี่ยนไป optimize ที่เหตุการณ์ที่เกิดบ่อยกว่า เช่น การทัก การกรอกฟอร์ม หรือการเพิ่มลงตะกร้าแทน เพื่อให้ระบบมีข้อมูลพอที่จะเรียนรู้


สิ่งที่คุณควรได้กลับมาเมื่อจบเดือนที่ 1: รู้ว่าช่องทางไหนถูกกว่า, ครีเอทีฟแบบไหนที่คนหยุดดู, กลุ่มอายุและพื้นที่ไหนที่ตอบสนองดี, และต้นทุนต่อ Lead ที่แท้จริงของคุณคือเท่าไหร่


เฟสที่ 2 — Optimizing (เดือนที่ 2): ตัดของที่ไม่เวิร์ก เติมของที่เวิร์ก

พอมีข้อมูลจากเดือนแรกแล้ว เดือนที่สองคือเดือนที่คุณเริ่ม "ทำกำไรจากข้อมูล"

เฟสนี้เราแนะนำให้ใช้กรอบ 70 / 20 / 10 ซึ่งเป็นหลักการแบ่งงบที่ใช้กันแพร่หลายในวงการโฆษณา

สัดส่วนงบที่แนะนำในเฟส Optimizing

สัดส่วน

ใช้ทำอะไร

70%

ทุ่มไปที่ชุดโฆษณา + ครีเอทีฟ + ช่องทางที่พิสูจน์แล้วว่าให้ผลดีที่สุดจากเดือนแรก

20%

ต่อยอดจากตัวที่ชนะ เช่น ทำครีเอทีฟแนวเดียวกันเพิ่ม หรือขยายกลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียง

10%

ทดลองของใหม่ที่ยังไม่เคยลอง (มุมกล้องใหม่ ข้อเสนอใหม่ หรือช่องทางที่สาม)


สิ่งที่ต้องทำในเฟสนี้

ตัดให้เด็ดขาด ครีเอทีฟหรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้นทุนต่อผลลัพธ์สูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 1.5 เท่า ควรหยุด อย่าเสียดาย เงินที่ประหยัดได้จากตรงนี้คือเงินที่จะไปเติมให้ตัวชนะ

เริ่มทำ Remarketing จริงจัง เดือนแรกคุณสร้างฐานคนที่เคยเห็น เคยคลิก เคยทักไว้แล้ว เดือนที่สองคือเวลาที่จะกลับไปหาพวกเขา ต้นทุนต่อการปิดการขายของกลุ่มนี้มักถูกกว่ากลุ่มคนใหม่หลายเท่า

เช็กว่า Conversion Tracking ทำงานถูกต้องหรือยัง ถ้าคุณยังยิงแอดโดยไม่มีการติดตามผลลัพธ์ที่แม่นยำ คุณกำลังตัดสินใจในความมืด และมีความเสี่ยงสูงมากที่จะปิดแคมเปญที่ดีที่สุดทิ้งเพราะระบบมองไม่เห็นยอดที่มันสร้าง

อย่าเพิ่งเพิ่มงบในเดือนนี้ เดือนนี้คือเดือนที่ทำให้ "ต้นทุนต่อผลลัพธ์ลดลง" ที่งบเท่าเดิม ถ้าต้นทุนยังไม่นิ่ง การเพิ่มงบมีแต่จะขยายความสูญเสีย


เฟสที่ 3 — Scaling (เดือนที่ 3 เป็นต้นไป): เติมน้ำมันเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว

คุณจะเข้าเฟสนี้ได้ก็ต่อเมื่อคุณตอบ 3 คำถามนี้ได้ชัดเจน

  1. ต้นทุนต่อ Lead หรือต่อการปิดการขายของคุณคือเท่าไหร่ และนิ่งมาอย่างน้อย 2–3 สัปดาห์

  2. คุณรู้แล้วว่าครีเอทีฟแบบไหนและกลุ่มไหนคือตัวทำเงิน

  3. ตัวเลขนั้นทำให้คุณมีกำไรจริงหลังหักต้นทุนสินค้าและค่าดำเนินการ

ถ้าตอบไม่ได้ครบ 3 ข้อ ให้กลับไปอยู่เฟส 2 ต่อ อย่ารีบ

สัดส่วนงบที่แนะนำในเฟส Scaling

สัดส่วน

ใช้ทำอะไร

60%

ขยายชุดที่ชนะ (Vertical Scaling — เพิ่มงบในแคมเปญเดิม)

20%

ขยายแนวราบ (Horizontal Scaling — เอาสูตรที่ชนะไปใช้กับกลุ่ม/พื้นที่/ช่องทางใหม่)

15%

Remarketing และการปิดการขาย

5%

ทดสอบครีเอทีฟใหม่ต่อเนื่อง เพื่อกันครีเอทีฟล้า


กฎเหล็กของการ Scale คือ "เพิ่มทีละ 20%"

อย่าเห็นว่าแคมเปญกำลังดีแล้วเพิ่มงบจาก 500 เป็น 2,000 บาทต่อวันในคืนเดียว เพราะการเปลี่ยนงบเกิน 20% จะทำให้ระบบกลับเข้าสู่ Learning Phase ใหม่ ผลคือต้นทุนพุ่ง ผลลัพธ์เหวี่ยง แล้วคุณจะสรุปผิดว่า "แคมเปญพัง" ทั้งที่จริงคุณเป็นคนทำมันพังเอง

วิธีที่ถูกคือเพิ่มไม่เกิน 20% ต่อครั้ง แล้วเว้น 3–4 วันให้ระบบปรับตัว ก่อนเพิ่มรอบถัดไป

อีกเรื่องที่ต้องเตรียมคือคอนเทนต์ เมื่องบเพิ่ม ความถี่ที่คนเห็นโฆษณาก็เพิ่ม ครีเอทีฟจะล้าเร็วขึ้น ถ้าคุณ Scale โดยไม่มีคอนเทนต์ใหม่ป้อนเข้าไป ต้นทุนจะค่อย ๆ สูงขึ้นเองภายใน 2–3 สัปดาห์


3 ความผิดพลาดที่ทำให้ "งบน้อย" กลายเป็น "งบสูญ"

1. กระจายงบเกินไปตั้งแต่วันแรก ยิ่งงบน้อย ยิ่งต้องโฟกัส การเปิด 4 ช่องทางด้วยงบวันละร้อยกว่าบาทต่อช่องทาง คือการซื้อความสับสนด้วยเงินของตัวเอง

2. ใจร้อน ปิดแคมเปญเร็วเกินไป โฆษณาที่ยังไม่ครบ 7 วันและยังไม่ผ่าน Learning Phase ยังไม่ควรถูกตัดสิน ความเหวี่ยงของผลลัพธ์ในช่วงนี้คือเรื่องปกติ ไม่ใช่สัญญาณว่าล้มเหลว

3. ไม่มีระบบวัดผล ถ้าไม่ได้ติดตั้ง Pixel, Conversion Tracking หรือไม่ได้เชื่อม LINE OA ให้ตามรอยได้ คุณจะไม่มีทางรู้ว่าเงินที่ใช้ไปสร้างยอดจริงเท่าไหร่ และการตัดสินใจทุกครั้งหลังจากนั้นก็คือการเดา


ถ้าไม่อยากปวดหัวทำเอง — งบน้อยก็เริ่มกับ Eruption ได้

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ทำเองได้ครับ ไม่มีอะไรเป็นความลับ แต่สิ่งที่มักเป็นข้อจำกัดของเจ้าของธุรกิจ SME ไม่ใช่ความรู้ แต่คือ เวลา และ ความต่อเนื่อง

การดูแลแอดให้ได้ผลจริงต้องเข้าไปดูตัวเลขเกือบทุกวัน ต้องผลิตคอนเทนต์ใหม่ต่อเนื่อง ต้องตั้งค่าระบบวัดผลให้ถูก และต้องรู้ว่าจังหวะไหนควรอดทน จังหวะไหนควรตัด ซึ่งถ้าคุณต้องบริหารร้าน ดูแลลูกค้า และคุมสต๊อกไปพร้อมกัน มันแทบเป็นไปไม่ได้

นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจจำนวนมากเลือกจ้างเอเจนซี่ ไม่ใช่เพราะทำเองไม่เป็น แต่เพราะการจ้างทีมเดียวได้ทั้งคนวางกลยุทธ์ คนยิงแอด คนทำคอนเทนต์ และคนทำกราฟิก มักคุ้มกว่าการจ้างพนักงานประจำ 1 คน ที่เงินเดือนเริ่มต้นราว 20,000–35,000 บาทต่อเดือน และยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะทำงานได้เต็มที่


ที่ Eruption Digital เราออกแบบแพ็กเกจมาเพื่อ SME ที่งบจำกัดโดยเฉพาะ เริ่มต้นเพียง 9,333 บาทต่อเดือน (จากราคาปกติ 13,000 บาท) คุณก็ได้ทั้งการดูแลโฆษณาแบบ Daily Optimization การวางแผนคอนเทนต์ ระบบวัดผล และการตั้งค่า LINE Auto Response ครบในที่เดียว

เราไม่ได้ขายยอด Reach สวย ๆ แต่เราเริ่มจากคำถามว่า "เป้าหมายทางธุรกิจของคุณคืออะไร" แล้วออกแบบการใช้งบให้เดินตาม 3 เฟสนี้อย่างมีวินัย เพราะเราเชื่อว่า งบน้อยไม่ใช่ข้อจำกัด ถ้าใช้ถูกจังหวะ


📞 ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย LINE: @eruptiondgt | โทร: 062-515-9877

ข้อมูล SEO สำหรับลงเว็บ

Primary Keyword: แบ่งงบยิงแอด / งบยิงแอด งบจำกัด Secondary Keywords: การตลาดออนไลน์, เพิ่มยอดขายออนไลน์, โปรโมทเพจ facebook, รับทำ tiktok ads, รับทำโฆษณาออนไลน์, จ้างเอเจนซี่, รับทำการตลาดออนไลน์ครบวงจร, digital marketing agency

Meta Title (58 ตัวอักษร): งบจำกัด แบ่งงบยิงแอดยังไงให้ได้ผล? คู่มือ 3 เฟส ฉบับ SME

Meta Description (152 ตัวอักษร): งบน้อยก็ยิงแอดให้ได้ยอดได้ เรียนรู้วิธีแบ่งงบโฆษณาออนไลน์ 3 เฟส Testing–Optimizing–Scaling พร้อมสัดส่วนงบที่ SME ใช้ได้จริง เริ่มต้นเพียง 9,333 บาท/เดือน

URL Slug: /blog/how-to-allocate-ads-budget-for-sme

Internal Link ที่ควรใส่:

  • ลิงก์คำว่า "แพ็กเกจ" หรือ "9,333 บาท" → หน้า /package

  • ลิงก์คำว่า "ระบบวัดผล / Conversion Tracking" → บทความ SME ควรเริ่มวางแผนการตลาดจากตรงไหน

  • ลิงก์คำว่า "LINE OA" → หน้าบริการหรือ LINE OA ของเอเจนซี่

Image Alt Text ที่แนะนำ:

  • ภาพตารางสัดส่วนงบ → "ตารางแบ่งงบยิงแอด 3 เฟส สำหรับ SME งบจำกัด"

  • ภาพกราฟต้นทุนโฆษณา → "แนวโน้มต้นทุนโฆษณาออนไลน์ที่สูงขึ้น Google Ads และ Meta Ads"

  • ภาพปิดท้าย → "แพ็กเกจการตลาดออนไลน์ครบวงจร Eruption Digital เริ่มต้น 9,333 บาท"

Recent Posts

See All
SEO คืออะไร และทำไม SME ไทยต้องให้ความสำคัญในปี 2026

SEO คืออะไร และทำงานอย่างไร บทความนี้อธิบายครบทุกอย่างที่ SME ไทยต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทของ SEO วิธีเริ่มต้น ไปจนถึงเหตุผลที่ SEO คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในปี 2026

 
 
 

Comments

Rated 0 out of 5 stars.
No ratings yet

Add a rating
bottom of page